โพสเมื่อ 20 August 2026
เมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569
ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.ภก.สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) พร้อมผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภญ.รัตนาภรณ์ อาวิพันธ์ เข้าร่วมการแถลงข่าวความร่วมมือ "คณะเภสัชศาสตร์รักษ์ไต" โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์วิชาการเระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) และสภาคณบดีคณะเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย (สค.ภท.) เพื่อร่วมมือกันในการสนับสนุนให้ประชาชนตระหนักความสำคัญ โดยการปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพไตของตนเอง เช่น ลดอาหารหวาน มัน เค็ม หลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์ NSAIDs เป็นต้น
โดยศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.ภก.สุพัฒน์ จิรานุสรณ์กุล คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ได้นำเสนอประเด็นของความร่วมมือการทำงานที่สำคัญคือในปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจศูนย์ดูแลผู้ป่วยโรคไตและการฟอกไต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่ปลายน้ำหรือในมิติของการรักษาพยาบาล (Treatment) เป็นหลัก ทว่าการรักษาพยาบาลในระยะท้ายของโรคนี้นำมาซึ่งภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมากทั้งในและนอกระบบบริการสาธารณสุข ส่งผลกระทบเชิงลบทางการเงินต่อผู้ป่วยและครอบครัวจนอาจนำไปสู่ภาวะหนี้สินและการกู้ยืมเงิน ทั้งนี้ ปัญหาโรคไตมีสาเหตุสำคัญจากหลายปัจจัย โดยนอกเหนือจากพฤติกรรมการบริโภคโซเดียมหรือเกลือแล้ว การใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น ยาชุด สารสเตียรอยด์ (Steroids) และยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ถือเป็นต้นเหตุหลักที่ส่งผลทำลายการทำงานของไตอย่างรุนแรง ซึ่งการจัดการและการควบคุมความเสี่ยงจากการใช้ยากลุ่มดังกล่าว ถือเป็นบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของวิชาชีพเภสัชกรรม
จากประเด็นปัญหาด้านยาอันเป็นตัวการสำคัญของโรคไต สภาคณบดีคณะเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทยจึงได้ตระหนักถึงความสำคัญและประสานความร่วมมือเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ สำหรับโมเดลการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ มีจุดเด่นด้านการสร้างภาคีเครือข่ายการทำงานที่เข้มแข็ง ซึ่งบูรณาการความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เครือข่ายร้านยาในชุมชน และสถานศึกษา โดยได้รับความร่วมมือสนับสนุนเชิงวิชาการอย่างใกล้ชิดจากคณาจารย์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพายัพ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลไกการขับเคลื่อนนี้ให้ความสำคัญกับความร่วมแรงร่วมใจและการสร้างภูมิคุ้มกันทางวิชาการและสังคม ผ่านการผสานกำลังของกลุ่มนักวิชาการและนักเรียนในพื้นที่เพื่อผลักดันการดำเนินงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์
ในส่วนของการนำรูปแบบการดำเนินงานไปปฏิบัติจริง เครือข่ายจังหวัดเชียงใหม่ได้ร่วมกันพัฒนาและทดลองใช้โมเดลจัดการโรคไตเรื้อรังร่วมกับ รพ.สต. ทั้งในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับเครือข่ายร้านยาในชุมชนเพื่อเป็นด่านหน้าในการเฝ้าระวัง นวัตกรรมเชิงระบบนี้เริ่มจากการจัดระบบคัดกรองเชิงรุก (Active Screening) ในชุมชนโดยใช้ชุดตรวจประเมินโรคไตในระยะเริ่มต้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาสื่อสร้างสรรค์เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน ตลอดจนการบริหารจัดการระบบข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินผล ซึ่งช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถให้การดูแลและติดตามผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและจำเพาะเจาะจงเป็นรายบุคคล (Individualized Care) รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่าย
ท้ายที่สุด การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค (Health Promotion & Prevention) ถือเป็นทางออกที่มีความคุ้มค่าและให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการรักษาพยาบาล (Treatment) เสมอ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) เนื่องจากต้นทุนการรักษานั้นสูงกว่าการป้องกันอย่างมหาศาล ดังนั้น การดำเนินงานในแต่ละพื้นที่จึงจำเป็นต้องมีระบบการประเมินผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ชัดเจน เพื่อให้เห็นเชิงประจักษ์ว่าสุขภาพของประชาชนดีขึ้นจริงในระดับใด และสามารถช่วยประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศได้มากน้อยเพียงใด อันจะนำไปสู่การถอดบทเรียนร่วมกันเพื่อกำหนดแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice) ที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน
#คณะเภสัชศาสตร์รักษ์ไต #รักษ์ไต #เภสัชกร #PharmacyCMU #RxCMU
จำนวนการเข้าชม 6 ครั้ง